วิธีเลือกเครื่องดูดควัน ท่อปล่องดูดควัน ที่เหมาะสมสำหรับร้านอาหาร

เครืองดูดควัน

วิธีการเลือกเครื่องดูดควัน ท่อปล่องดูดควัน ที่เหมาะสม

นับได้ว่าในห้องครัวนั้น นอกจากกลัวหรือสถานที่ในการทำอาหาร จะเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับห้องครัว ไม่ว่าจะเป็นคอนโดมิเนียมหรือบ้านพักอาศัยก็ตาม สิ่งที่จะลืมไม่ได้ก็คือเรื่องของการเลือกซื้อ เครื่องดูดควันนั่นเองเพราะว่าไม่ว่าจะเป็นที่พักอาศัยใดๆก็ตามมักที่จะประสบปัญหาในการทำอาหาร แม้ว่าจะชื่นชอบในการทำครัว ไม่ว่าจะเป็นอาหารไทย อาหารจีน อาหารญี่ปุ่น อาหารเวียดนาม แต่ปัญหาที่มักที่จะประสบมากที่สุดก็คือ ปัญหาเรื่องของกลิ่นและควัน และกลิ่นของอาหารที่ลอยฟุ้งไปทั่ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกลิ่น เรื่องของไอน้ำมัน ที่เกาะตามเสื้อผ้า หรือทั่วบริเวณบ้านนั้น เป็นปัญหาใหญ่ของคนที่ชื่นชอบในการทำครัว

หลายต่อหลายคนเพราะว่ามีปัญหา ในเรื่องของกลิ่นนั่นเอง เลยเลิกทำครัวไม่เลย ไม่อยากให้บ้านมีกลิ่น  ดังนั้นหลายต่อหลายคนแม้จะชื่นชอบ ในการทำครัวมากมายขนาดไหน สุดท้ายเมื่อประสบปัญหาในเรื่องของกลิ่น ก็พลอยเป็นอันไม่ต้องทำอาหาร จำเป็นจะต้องทานข้าวนอกบ้าน

ดังนั้นการหาตัวช่วยอย่างเรื่องของการหา ฮูดดูดควัน เข้ามาช่วยในการระบายควัน จากการทำอาหารจาก ภายในบ้านสู่นอกบ้านนั้น จึงเป็นเรื่องสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ยิ่งเราสามารถหาเครื่องดูดควัน ที่มีอัตราการดูดที่ดีและมีเครื่องใหญ่มากเท่าไหร่ ก็จะทำให้ปัญหาเรื่องของกลิ่นนั้นหมดไปได้ ยิ่งมากยิ่งขึ้น ยิ่งระยะเครื่องดูดควัน มีความกว้างมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งทำให้การดูดควันดูดกลิ่นนั้น ปราศจากกลิ่นและปราศจากปัญหาได้อย่างแน่นอน

ดังนั้นการเลือกซื้อเครื่องดูดควัน ท่อดูดควัน จึงเป็นสิ่งจำเป็นและสำคัญเป็นอย่างยิ่ง นอกจากจะทำให้บรรยากาศในบ้านสดชื่นแล้ว ก็ยังทำให้การทำอาหารไม่มีปัญหาตามมาอย่างแน่นอน ดังนั้นการเลือกซื้อ เครื่องดูดควัน ท่อดูดควัน จึงเป็นเรื่องสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ที่จะสามารถสร้างบรรยากาศที่ดี ในห้องครัวในบ้านให้เหมาะสมในการทำอาหาร

เครื่องดูดควัน ท่อดูดควัน ร้านอาหาร โรงแรม ศูนย์อาหาร

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นราคาในการจัดจำหน่าย เครื่องดูดควัน ท่อดูดควัน นั้น ก็มีราคาสูงอย่างแน่นอน ยิ่งมีอัตราแรงดูดที่มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้ราคาสูงมากยิ่งขึ้น และยังทำให้ประหยัดไม่ประหยัดพลังงานอีกต่างหาก ดังนั้นการ เลือกซื้อ เครื่องดูดควัน ท่อดูดควัน จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องดูความเหมาะสม เป็นอย่างยิ่ง ทั้งดูเรื่องของปริมาตรของห้องครัว เพื่อให้เลือกเครื่องดูดควันให้เหมาะสม เพื่อทำให้บรรยากาศในการทำอาหาร ไม่รบกวนการดำรงชีวิตของแต่ละคนอย่างแน่นอน

การเลือกบริษัทหรือโรงงาน ที่สามารถเลือกออกแบบและคำนวณปริมาณ ในการดูดให้เหมาะสมมากเท่าไหร่ แน่นอนว่าจะทำให้ประสิทธิภาพในการดูดนั้น เหมาะสมกับการทำครัวของแต่ละบ้าน ได้อย่างแน่นอน ดังนั้นเพื่อให้มีการเลือก ท่อดูดควัน ที่ดีและเหมาะสม ดังนั้นควรเลือกบริษัทที่มีความชำนาญในการแบบเราเพื่อให้มีการออกแบบและคำนวณได้เป็นอย่างดี ไม่เลือกเครื่องดูดควันที่ใหญ่เกินไป เพราะหากใหญ่มากเกินความต้องการ ก็อาจจะทำให้ค่าไฟฟ้าสูงตามขึ้นไปด้วย

การเลือกเรื่องการติดตั้ง เครื่องดูดควัน ท่อดูดควันจึงเป็นสิ่งจำเป็นเป็นอย่างยิ่ง นอกจากนั้นต้องดูการบำรุงรักษา หลังจากการขายด้วย ก็เป็นสิ่งจำเป็นเช่นเดียวกัน

การติดตั้งและการบำรุงรักษาท่อดูดควัน ประเภทของเครื่องดูดควัน 

เครื่องดูดควันมีหลายประเภทที่ออกแบบมาให้เหมาะกับการใช้งานและการติดตั้งที่แตกต่างกันในครัว นี่คือประเภทหลักของเครื่องดูดควัน:

  1. เครื่องดูดควันแบบปล่อง (Chimney Hood):
    • ติดตั้งบนผนังเหนือเตา
    • มีปล่องระบายอากาศขึ้นไปด้านบนหรือออกด้านหลังผนัง
    • เหมาะสำหรับครัวที่มีพื้นที่กว้างและต้องการการระบายอากาศที่มีประสิทธิภาพ

  2. เครื่องดูดควันแบบฝัง (Built-in Hood):
    • ติดตั้งในตู้ครัวเหนือเตา
    • มักจะมีขนาดเล็กและกลมกลืนกับการออกแบบครัว
    • เหมาะสำหรับครัวที่มีพื้นที่จำกัดและต้องการความเรียบง่าย
  3. เครื่องดูดควันแบบเกาะ (Island Hood):
    • ติดตั้งเหนือเตาที่อยู่กลางห้องครัว (เกาะ)
    • มักมีดีไซน์ที่สวยงามและโดดเด่น
    • เหมาะสำหรับครัวที่มีการจัดเตรียมอาหารบนเกาะกลางห้อง
  4. เครื่องดูดควันแบบกระโจม (Canopy Hood):
    • มักจะติดตั้งใต้ตู้ครัวหรือชั้นวางของ
    • ดีไซน์เรียบง่ายและประหยัดพื้นที่
    • เหมาะสำหรับครัวขนาดเล็กและการใช้งานเบาๆ
  5. เครื่องดูดควันแบบเลื่อน (Slide-out Hood):
    • มีส่วนที่สามารถเลื่อนเข้า-ออกได้
    • เมื่อไม่ใช้งานสามารถเลื่อนเก็บเข้าไปในตู้ครัวเพื่อประหยัดพื้นที่
    • เหมาะสำหรับครัวขนาดเล็กและการใช้งานเบาๆSlide-out Hood
  6. เครื่องดูดควันแบบใต้ตู้ (Under Cabinet Hood):
    • ติดตั้งใต้ตู้ครัวเหนือเตา
    • ดีไซน์เรียบง่ายและกลมกลืนกับตู้ครัว
    • เหมาะสำหรับครัวขนาดเล็กและการใช้งานทั่วไป
  7. เครื่องดูดควันแบบผสมผสาน (Integrated Hood):
    • ผสมผสานการทำงานของเครื่องดูดควันกับอุปกรณ์อื่นๆ เช่น เตาอบหรือไมโครเวฟ
    • ประหยัดพื้นที่และเพิ่มความสะดวกในการใช้งาน
    • เหมาะสำหรับครัวที่ต้องการความเป็นระเบียบและการใช้งานที่หลากหลาย

แต่ละประเภทของเครื่องดูดควันมีข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกัน ดังนั้นการเลือกประเภทที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับความต้องการในการใช้งานและการออกแบบของครัวของคุณ

เครื่องดูดควัน ท่อดูดควันแบบต่างๆ แบ่งตามประเภทครัว

การแบ่งประเภทของเครื่องดูดควันตามประเภทครัวสามารถช่วยให้เลือกใช้เครื่องดูดควันที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพสูงสุด นี่คือการแบ่งประเภทเครื่องดูดควันตามประเภทครัว:

  1. ครัวแบบปิด (Enclosed Kitchen):
    • เครื่องดูดควันแบบปล่อง (Chimney Hood): เหมาะสำหรับครัวแบบปิดที่ต้องการการระบายอากาศที่มีประสิทธิภาพสูง สามารถติดตั้งบนผนังและมีปล่องระบายอากาศที่สามารถนำอากาศออกไปภายนอกได้
    • เครื่องดูดควันแบบฝัง (Built-in Hood): เหมาะสำหรับครัวที่มีพื้นที่จำกัด ต้องการความกลมกลืนกับตู้ครัวและการตกแต่งภายใน
  2. ครัวแบบเปิด (Open Kitchen):
    • เครื่องดูดควันแบบเกาะ (Island Hood): เหมาะสำหรับครัวแบบเปิดที่มีเตาตั้งอยู่กลางห้อง เครื่องดูดควันประเภทนี้จะมีดีไซน์ที่โดดเด่นและสามารถระบายอากาศได้ดี
    • เครื่องดูดควันแบบปล่อง (Chimney Hood): ใช้ได้ในครัวแบบเปิดที่มีเตาติดกับผนัง
  3. ครัวขนาดเล็ก (Small Kitchen):
    • เครื่องดูดควันแบบกระโจม (Canopy Hood): เหมาะสำหรับครัวขนาดเล็ก มีดีไซน์เรียบง่ายและสามารถติดตั้งใต้ตู้ครัวหรือชั้นวางของได้
    • เครื่องดูดควันแบบเลื่อน (Slide-out Hood): สามารถเลื่อนเก็บเมื่อไม่ใช้งาน เพื่อประหยัดพื้นที่ในครัว
    • เครื่องดูดควันแบบฝัง (Built-in Hood): ติดตั้งในตู้ครัว เหมาะสำหรับพื้นที่จำกัดและต้องการความเรียบง่าย
  4. ครัวแบบสตูดิโอ (Studio Kitchen):
    • เครื่องดูดควันแบบใต้ตู้ (Under Cabinet Hood): เหมาะสำหรับครัวแบบสตูดิโอที่มีพื้นที่จำกัด ติดตั้งใต้ตู้ครัวและมีดีไซน์เรียบง่าย
    • เครื่องดูดควันแบบผสมผสาน (Integrated Hood): ผสมผสานกับอุปกรณ์อื่นๆ เช่น ไมโครเวฟหรือเตาอบ เพื่อประหยัดพื้นที่และเพิ่มความสะดวกในการใช้งาน
  5. ครัวเพื่อการพาณิชย์ (Commercial Kitchen):
    • เครื่องดูดควันแบบปล่องขนาดใหญ่ (Commercial Chimney Hood): เหมาะสำหรับครัวในร้านอาหารหรือโรงแรม ที่ต้องการการระบายอากาศที่มีประสิทธิภาพสูงและสามารถจัดการกับปริมาณควันและกลิ่นที่มากขึ้น
    • เครื่องดูดควันแบบมีระบบระบายอากาศอัตโนมัติ (Automatic Ventilation Hood): มีระบบควบคุมการทำงานอัตโนมัติตามปริมาณควันและกลิ่น เหมาะสำหรับครัวที่มีการใช้งานหนัก

การเลือกเครื่องดูดควันที่เหมาะสมตามประเภทครัวจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการระบายอากาศ ลดกลิ่นและควันในครัว และเพิ่มความสะดวกสบายในการทำอาหาร

     หลักการออกแบบเครื่องดูดควัน ข้อดีข้อเสียของเครื่องดูดควันแบบติดผนัง แบบฝังในตู้ และแบบเกาะกลาง

การออกแบบเครื่องดูดควัน ต้องคำนึงถึงหลายปัจจัยเพื่อให้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย นี่คือหลักการสำคัญในการออกแบบเครื่องดูดควัน:

  1. การเลือกประเภทเครื่องดูดควัน: มีเครื่องดูดควันหลายประเภท เช่น เครื่องดูดควันแบบปล่อง (Chimney Hood), เครื่องดูดควันแบบฝัง (Built-in Hood), และเครื่องดูดควันแบบเกาะ (Island Hood) การเลือกประเภทควรขึ้นอยู่กับการใช้งานและตำแหน่งการติดตั้ง
  2. กำลังการดูด (Extraction Rate): กำลังการดูดควรเพียงพอที่จะกำจัดควันและกลิ่นจากการทำอาหาร คำนวณได้จากปริมาตรของห้องครัว โดยทั่วไปควรมีอัตราการดูดประมาณ 10-12 เท่าของปริมาตรห้องครัวต่อชั่วโมง
  3. ขนาดของเครื่องดูดควัน: ขนาดของเครื่องควรใหญ่กว่าหรือเท่ากับขนาดของเตาเพื่อให้ครอบคลุมพื้นที่การทำอาหารทั้งหมด
  4. การติดตั้งและตำแหน่ง: เครื่องดูดควันควรติดตั้งในตำแหน่งที่เหมาะสม ห่างจากเตาประมาณ 65-75 ซม. และควรมีการติดตั้งท่อระบายอากาศให้ถูกต้องเพื่อให้สามารถระบายควันและกลิ่นได้ดี
  5. การกรองอากาศ: เครื่องดูดควันควรมีระบบการกรองอากาศที่ดี เช่น การใช้แผ่นกรองคาร์บอนเพื่อกรองกลิ่น และแผ่นกรองไขมันเพื่อป้องกันการสะสมของคราบไขมันในเครื่อง
  6. ระดับเสียง (Noise Level): เครื่องดูดควันที่มีระดับเสียงต่ำจะช่วยให้ไม่เกิดความรำคาญขณะทำอาหาร ระดับเสียงควรต่ำกว่า 60 เดซิเบล
  7. การบำรุงรักษาและทำความสะอาด: การออกแบบควรให้สามารถถอดล้างทำความสะอาดได้ง่าย เพื่อรักษาประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องดูดควัน
  8. การประหยัดพลังงาน: ควรเลือกเครื่องดูดควันที่มีประสิทธิภาพสูงและประหยัดพลังงาน เช่น มีระบบไฟ LED ที่ใช้พลังงานน้อยและมีอายุการใช้งานยาวนาน
  9. ความปลอดภัย: ควรมีระบบตัดการทำงานอัตโนมัติในกรณีที่เกิดความร้อนสูงเกินไป เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุ
  10. การออกแบบและความสวยงาม: นอกจากประสิทธิภาพแล้ว การออกแบบให้เข้ากับครัวและความสวยงามก็เป็นสิ่งสำคัญ ควรเลือกดีไซน์ที่เข้ากับการตกแต่งภายในของครัว

การออกแบบที่ดีจะช่วยให้เครื่องดูดควันทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและคงทน พร้อมทั้งเพิ่มความปลอดภัยและความสวยงามให้กับห้องครัวของคุณ

                                 เครื่องดูดควัน   

                                 เครื่องดูดควัน

                                  ท่อดูดควัน     

                             ออกแบบครัว

การออกแบบ เครื่องดูดควัน ท่อดูดควัน ที่ดีต้องคำนวนปริมาณลมที่ต้องใช้ให้เหมาะสมไม่น้อยเกินไป เพราะจะทำให้ดูดกลิ่นควันไม่หมด เกิดปัญหากับผู้ใช้งานเกิดความรำคาญ และความสกปรกของคราบบไขมันที่ตกค้างจากอาหาร หรือถ้าแรงไป คำนวนแรงเครื่องดูดควัน ท่อดูดควัน มากไป ก็จะสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นและเกิดเสียงดังรบกวนได้เช่นกัน

การดูแลรักษาเครื่องดูดควัน การเลือกเครื่องดูดควันสำหรับบ้านหรือร้านอาหาร 

การดูแลรักษาเครื่องดูดควันเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้เครื่องทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและยาวนาน นี่คือขั้นตอนการดูแลรักษาที่ควรปฏิบัติ:

  1. ทำความสะอาดแผ่นกรองเป็นประจำ:
    • แผ่นกรองไขมัน: ควรถอดออกมาล้างทำความสะอาดทุกๆ 1-3 เดือน ขึ้นอยู่กับการใช้งาน สามารถล้างด้วยน้ำอุ่นผสมน้ำยาล้างจานหรือในเครื่องล้างจาน
    • แผ่นกรองคาร์บอน: สำหรับเครื่องที่มีแผ่นกรองคาร์บอน ควรเปลี่ยนทุก 6 เดือนถึง 1 ปี เนื่องจากแผ่นกรองคาร์บอนจะหมดอายุการใช้งานและไม่สามารถกรองกลิ่นได้ดี
  2. ทำความสะอาดภายนอกเครื่องดูดควัน:
    • ใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นผสมน้ำยาล้างจานเล็กน้อยเช็ดทำความสะอาดผิวภายนอกของเครื่องดูดควันเป็นประจำ เพื่อป้องกันการสะสมของคราบไขมันและฝุ่น
    • หากเครื่องทำจากสเตนเลส ควรใช้ผ้าไมโครไฟเบอร์และน้ำยาทำความสะอาดสเตนเลสเพื่อป้องกันการเกิดรอย
  3. ตรวจสอบท่อระบายอากาศ:
    • ตรวจสอบท่อระบายอากาศทุกๆ 6 เดือน เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีสิ่งอุดตันหรือคราบไขมันสะสม ซึ่งอาจทำให้การระบายอากาศไม่ดีและทำให้เครื่องดูดควันทำงานหนักขึ้น
    • ทำความสะอาดท่อระบายอากาศหากพบสิ่งอุดตันหรือคราบไขมันสะสม
  4. ตรวจสอบระบบไฟและสวิตช์:
    • ตรวจสอบระบบไฟและสวิตช์ของเครื่องดูดควันให้แน่ใจว่าไม่มีปัญหา หากพบปัญหาควรเรียกช่างเทคนิคมาตรวจสอบและซ่อมแซม
  5. ระวังการใช้งาน:
    • ไม่ควรใช้เครื่องดูดควันนานเกินความจำเป็น การใช้งานเกินไปอาจทำให้เครื่องเกิดความร้อนและเสียหายได้
    • หากพบว่าเครื่องดูดควันมีเสียงผิดปกติหรือดูดไม่ดี ควรตรวจสอบและแก้ไขปัญหาโดยเร็ว
  6. ติดตามการบำรุงรักษาตามคู่มือ:
    • ควรศึกษาคู่มือการใช้งานและการบำรุงรักษาที่มาพร้อมกับเครื่องดูดควัน เนื่องจากแต่ละรุ่นอาจมีคำแนะนำเฉพาะที่แตกต่างกัน

การดูแลรักษาเครื่องดูดควันอย่างถูกต้องและสม่ำเสมอ จะช่วยยืดอายุการใช้งานของเครื่องและรักษาประสิทธิภาพการทำงานให้ดีอยู่เสมอ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมกรุณา ติดต่อ

anaother

ติดตามผลงานติดตั้ง  https://www.facebook.com/thaikitchens.net/