การวางระบบเครื่องดูดควัน Hood และระบบท่อดูดควันสำหรับร้านอาหาร ฉบับมืออาชีพ
หัวใจสำคัญของการทำร้านอาหารไม่ได้มีแค่รสชาติที่อร่อยหรือการตกแต่งที่สวยงามเท่านั้น แต่หนึ่งในระบบหลังบ้านที่สำคัญที่สุดคือ การวางระบบเครื่องดูดควัน Hood และระบบท่อดูดควันสำหรับร้านอาหาร เพราะหากระบบระบายอากาศไม่ดี ควันและกลิ่นจากการทำอาหารจะกลายเป็นฝันร้ายที่รบกวนทั้งลูกค้า พนักงาน และผู้อยู่อาศัยรอบข้าง
หากมีคำถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับ การออกแบบห้องครัวร้านอาหาร การออกแบบครัว โปรดบอกเราได้เลยค่ะ! สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมกรุณา ติดต่อเรา

เราจะพาคุณไปเจาะลึกทุกขั้นตอน ตั้งแต่การเลือกอุปกรณ์ไปจนถึงหลักการติดตั้งที่ถูกต้องตามมาตรฐานวิศวกรรม เพื่อให้ร้านของคุณมีอากาศที่บริสุทธิ์และปลอดภัย
ทำไมการวางระบบเครื่องดูดควัน Hood จึงสำคัญต่อธุรกิจร้านอาหาร?
ก่อนจะไปดูวิธีการติดตั้ง เราต้องเข้าใจก่อนว่า เครื่องดูดควัน Hood ไม่ใช่แค่พัดลมดูดอากาศธรรมดา แต่มันคือระบบที่ช่วยจัดการกับ “มลพิษในครัว” ทั้งหมด ซึ่งประกอบด้วย:
-
คราบไขมัน (Grease): หากไม่มีการดักจับที่ดี ไขมันจะไปเกาะตามผนังและเพดาน กลายเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคและเสี่ยงต่อการเกิดเพลิงไหม้
-
ความร้อน (Heat): ช่วยลดอุณหภูมิในห้องครัว ทำให้เชฟและพนักงานทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
-
กลิ่นและควัน (Smell & Smoke): ป้องกันไม่ให้กลิ่นอาหารรบกวนบรรยากาศในโซนที่นั่งของลูกค้า
ส่วนประกอบสำคัญของระบบระบายอากาศในร้านอาหาร
การจะวางระบบให้มีประสิทธิภาพ คุณต้องรู้จักส่วนประกอบหลักของ ระบบท่อดูดควัน และส่วนที่เกี่ยวข้อง ดังนี้:
1. เครื่องดูดควัน Hood (Kitchen Hood)
คือส่วนที่ติดตั้งอยู่เหนือเตาไฟ ทำหน้าที่ดักจับควันและละอองไขมันเป็นด่านแรก มีทั้งแบบสเตนเลส 304 ที่ทนทานต่อการกัดกร่อนและทำความสะอาดง่าย
2. ฟิลเตอร์ดักไขมัน (Baffle Filter)
แผ่นกรองที่ติดตั้งอยู่ใน Hood เพื่อดักจับน้ำมันก่อนที่จะไหลเข้าสู่ท่อ เพื่อลดการอุดตันและยืดอายุการใช้งานของมอเตอร์
3. ระบบท่อดูดควัน (Ductwork)
ท่อลำเลียงอากาศเสียออกสู่ภายนอก การวางระบบท่อดูดควันต้องคำนึงถึงขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางและการโค้งงอ เพื่อให้แรงลมไม่ตก
4. พัดลมดูดอากาศ (Exhaust Fan)
หัวใจในการขับเคลื่อนลม มักใช้พัดลมแบบโบลเวอร์ (Blower) ที่มีกำลังสูงเพื่อให้สามารถดึงอากาศผ่านระบบท่อที่ยาวได้
ขั้นตอนการวางระบบเครื่องดูดควัน Hood และระบบท่อดูดควันสำหรับร้านอาหาร
เพื่อให้ระบบทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ การติดตั้งควรดำเนินตามขั้นตอนดังนี้:
การคำนวณขนาด (Sizing and Capacity)
ก่อนติดตั้ง ต้องคำนวณค่า CFM (Cubic Feet per Minute) หรือปริมาณลมที่ต้องดูดออก โดยพิจารณาจากประเภทของอาหาร (อาหารผัดไทย/จีน ที่ใช้ไฟแรง ย่อมต้องการ CFM สูงกว่าร้านเบเกอรี่)
การเลือกตำแหน่งติดตั้ง Hood
เครื่องดูดควันควรมีขนาดใหญ่กว่าพื้นที่เตาอย่างน้อยด้านละ 10-15 เซนติเมตร เพื่อป้องกันควันหลุดรอดออกไปด้านข้าง และควรติดตั้งที่ความสูงที่เหมาะสม (โดยทั่วไปคือ 1.8 – 2.0 เมตรจากพื้น)
การออกแบบเส้นทางระบบท่อดูดควัน
การวางระบบท่อดูดควัน ที่ดีควรมีจุดเลี้ยวน้อยที่สุด หากจำเป็นต้องมีจุดโค้ง ควรใช้ข้อต่อแบบโค้งมน (Long Sweep Elbow) เพื่อลดแรงต้านทานลม (Static Pressure)
หลักการวางระบบดูดควันให้ “เงียบ” และ “แรง”
ปัญหาที่พบบ่อยคือระบบมีเสียงดังรบกวน หรือดูดไม่แรงพอ ซึ่งมักเกิดจากความผิดพลาดในการเลือกพัดลมหรือการเดินท่อ วิธีแก้ไขคือ:
-
ใช้เครื่องลดเสียง (Duct Silencer): หากร้านอยู่ในย่านชุมชน
-
ความเร็วลมที่เหมาะสม: รักษาความเร็วลมในท่อให้อยู่ในช่วง 1,500 – 2,500 FPM (Feet Per Minute)
-
การติดตั้งระบบเติมอากาศ (Make-up Air): นี่คือสิ่งที่หลายร้านมองข้าม เมื่อเราดูดอากาศออก เราต้องเติมอากาศใหม่เข้ามา เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดสภาวะสูญญากาศในร้าน ซึ่งจะทำให้ประตูเปิดยากและแอร์ทำงานหนัก
การเลือกวัสดุสำหรับระบบท่อดูดควัน
วัสดุมีผลอย่างมากต่อความทนทานและความปลอดภัย:
-
สเตนเลส (Stainless Steel): ราคาสูงแต่ทนทาน ไม่เป็นสนิม เหมาะกับร้านอาหารระดับมาตรฐานสูง
-
เหล็กอาบสังกะสี (Galvanized Steel): เป็นที่นิยมเพราะราคาประหยัดกว่า แต่ต้องมีความหนาที่เหมาะสมตามมาตรฐานเทศบาล
มาตรฐานความปลอดภัยและการดูแลรักษา
การวางระบบเครื่องดูดควัน Hood และระบบท่อดูดควันสำหรับร้านอาหาร ไม่ใช่ติดตั้งครั้งเดียวแล้วจบ แต่ต้องมีการดูแลรักษา:
-
การล้างฟิลเตอร์: ควรทำทุก 1-3 วัน เพื่อไม่ให้ไขมันอุดตัน
-
การล้างระบบท่อ: ควรจ้างมืออาชีพมาล้างคราบไขมันภายในท่อทุก 6-12 เดือน เพื่อป้องกันอัคคีภัย
-
การตรวจสอบมอเตอร์: ตรวจเช็คสายพานและลูกปืนของพัดลมดูดอากาศอย่างสม่ำเสมอ
การลงทุนที่คุ้มค่าในระยะยาว
การวางระบบเครื่องดูดควัน Hood และระบบท่อดูดควันสำหรับร้านอาหาร ที่ถูกต้องอาจใช้เงินลงทุนในตอนแรกสูงกว่าระบบทั่วไป แต่ผลตอบแทนที่ได้คือ สุขภาพที่ดีของพนักงาน ความประทับใจของลูกค้าที่ไม่มีกลิ่นติดตัวกลับบ้าน และความปลอดภัยของอาคารที่ไม่เสี่ยงต่อไฟไหม้จากคราบน้ำมัน
หากคุณกำลังมองหาผู้เชี่ยวชาญในการออกแบบและติดตั้ง ควรเลือกบริษัทที่มีประสบการณ์และมีความรู้ด้านวิศวกรรมเครื่องกลโดยเฉพาะ เพื่อให้มั่นใจว่าร้านอาหารของคุณจะมีระบบระบายอากาศที่ยอดเยี่ยมตั้งแต่วันแรกที่เปิดให้บริการ
